ภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างโดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีความรุนแรงเป็นพิเศษในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ ภูมิสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง รวมถึงพยากรณ์แนวโน้มของมลพิษทางอากาศ ดังนั้นการตรวจจับพื้นที่เผาไหม้จากข้อมูลดาวเทียมเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในการติดตามและประเมินผลกระทบจากพื้นที่เผาไหม้ การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถช่วยในการประเมินขอบเขตของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ข้อมูลจากดาวเทียม (Satellite Data), ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS), และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ รวมถึงดัชนีที่นิยมใช้ในการตรวจจับพื้นที่เผาไหม้
ข้อมูลจากดาวเทียม (Satellite Data) เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความหลากหลายและสามารถบันทึกข้อมูลพื้นที่กว้างโดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไฟป่า ซึ่งดาวเทียมสามารถบันทึกภาพและส่งข้อมูลที่มีความละเอียดสูงในหลายสเปกตรัม เช่น การใช้เซ็นเซอร์อินฟราเรด (Infrared) ที่สามารถตรวจจับความร้อนจากพื้นที่ที่เกิดการเผาไหม้ได้ รวมถึงการใช้เซ็นเซอร์อื่น ๆ เช่น MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) และ Landsat ที่มีข้อมูลภาพถ่ายในช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบสภาพของพื้นที่ได้
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ โดยการใช้ GIS ในการตรวจจับพื้นที่เผาไหม้ จะช่วยให้สามารถรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียมและนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภูมิศาสตร์อื่น ๆ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศหรือข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ GIS ยังช่วยให้สามารถสร้างแผนที่ที่แสดงขอบเขตของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า และช่วยในการประเมินความเสี่ยงและความรุนแรงของเหตุการณ์ได้
การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และดัชนีที่นิยมใช้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ใช้เครื่องมือจาก GIS เพื่อประเมินการกระจายตัวของไฟป่า รวมถึงการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ที่เผาไหม้ เช่น การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า การเผาผลาญเชื้อเพลิง หรือการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดไฟในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการใช้ดัชนีต่าง ๆ ที่ช่วยในการตรวจจับพื้นที่เผาไหม้ โดยมีดัชนีที่นิยมใช้ได้แก่: Normalized Difference Burn Ratio (NDBR): ใช้ในการตรวจจับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า โดยการเปรียบเทียบค่าผลต่างระหว่างแถบแสงอินฟราเรดและแถบแสงใกล้การมองเห็น (Near Infrared) Burned Area Index (BAI): เป็นดัชนีที่ใช้ในการระบุพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ โดยใช้ค่าของคลื่นแสงในย่านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแยกแยะพื้นที่ที่เผาไหม้ Fire Radiative Power (FRP): ใช้ในการวัดพลังงานที่ปล่อยออกจากไฟ โดยเฉพาะการใช้เซ็นเซอร์ของ MODIS ที่ช่วยให้สามารถวัดค่าความร้อนจากไฟป่าและประเมินความรุนแรงของไฟได้
ข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ได้จากดาวเทียมและการวิเคราะห์ด้วยระบบ GIS สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้านของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการไฟป่าและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสามารถใช้ข้อมูลในการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและประเมินขนาดของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยช่วยในการวางแผนการตอบสนองและการจัดการความเสี่ยงได้ทันที ขณะที่หน่วยงานอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อมสามารถใช้ข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบจากไฟป่าต่อระบบนิเวศและพืชพรรณ เพื่อกำหนดแผนฟื้นฟูพื้นที่ป่าและการอนุรักษ์สัตว์ป่า นอกจากนี้ หน่วยงานด้านการเกษตรยังสามารถใช้ข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบของไฟป่าต่อพื้นที่การเกษตรและช่วยในการวางแผนการป้องกันไฟในพื้นที่การเกษตรอีกด้วย สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ข้อมูลเหล่านี้ช่วยในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการพื้นที่เสี่ยงจากไฟป่าในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหน่วยงานด้านการวิจัยสามารถใช้ข้อมูลในการศึกษาผลกระทบระยะยาวจากไฟป่าต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า การนำข้อมูลภูมิสารสนเทศไปใช้ในเชิงหน่วยงานเหล่านี้จึงเป็นการสนับสนุนการจัดการไฟป่าและการเตรียมความพร้อมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขียนโดย : อาจารย์ภูมิพัฒน์ อุ่นบ้าน อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสารสนเทศ คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี